ถ้าในอนาคตมนุษย์สามารถมองเห็นความคิดของคุณได้จะเกิดอะไรขึ้น นี่คือคอนเซ็ปต์ของ Chaos Walking ในปี 2257 บนดาวเคราะห์ที่ชื่อว่านิวเวิลด์ มนุษย์เพศชายทุกคนที่มาตั้งรกรากจะสามารถสัมผัสความคิดของกันและกันได้ในรูปแบบของเสียงที่มีความอึกทึกเป็นพิเศษ โดยนั่นเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ความคิด” (เดอะ นอยซ์) แต่สิ่งดังกล่าวนี้เองที่ทำให้บรรดาผู้ชายเป็นกังวลและเสียสติ เนื่องจากผู้หญิงจะสามารถรับรู้ความคิดของพวกเขาได้ แต่ตัวของผู้หญิงเองกลับไม่มีเสียงคิด ทำให้ผู้ชายไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่าพวกเธอกำลังคิดอะไรอยู่ ไม่นานนักเหล่าผู้หญิงก็โดนกำจัดทิ้งจนสิ้นซาก เพราะพวกเธอถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามร้ายแรง อย่างไรก็ตามบรรดาผู้ชายที่เหลืออยู่บนนิวเวิลด์กลับต้องทุกข์ทรมานกับเสียงแห่งความคิดของตัวเองที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน

จากนวนิยายเรื่องดังสู่บทภาพยนตร์

Chaos Walking คือชื่อชุดนวนิยายไตรภาคที่ทำยอดขายถล่มทลายผลงานการเขียนของแพทริค เนสส์ ซึ่งหนังสือทั้งสามเล่มประกอบไปด้วยชื่อตอนที่ 1 มีดของท็อดด์ (The Knife of Never Letting Go) เล่มที่ 2 The Ask and The Answer และ Monster of Men ซึ่งในเวอร์ชั่นภาพยนตร์นี้หยิบเอาหนังสือเล่มแรกมาดัดแปลง

The Knife of Never Letting Go เป็นวรรณกรรมเยาวชนที่ได้รับคำวิจารณ์ในแง่บวกจากนักวิจารณ์วรรณกรรมและเหล่าหนอนหนังสือ จนได้รับรางวัลหนังสือวรรณกรรมเยาวชนยอดเยี่ยมจากเดอะ การ์เดียน (The Guardian) โดยก่อนหน้านี้ตัวผู้เขียนอย่างแพทริค เนสส์ เองเคยได้รับรางวัลเยาวชนมาแล้วจากงาน A Monster Calls (ซึ่งเคยได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์มาแล้ว) จากสถาบัน The Clip Carnegie Calls

เมื่อได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์แล้ว ตัวแพทริค เนสส์ เองก็ก้าวเข้ามาร่วมเป็นหนึ่งในผู้เขียนบนภาพยนตร์ ซึ่งเขาต้องการเน้นย้ำประเด็นว่า เสียงคิดคือทุกสิ่งที่อย่างที่เราคิด จินตนาการ ถวิลหา และเชื่อว่ามันจะสามารถเป็นความจริง สิ่งดังกล่าวคือจิตใจของมนุษย์ที่ปราศจากการปรุงแต่ง แต่แล้วความแตกต่างทางเพศยิ่งกลายมาเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดความวุ่นวายต่างๆในประวัติศาสตร์ของนิวเวิลด์อันเป็นหัวใจของหนังเรื่องนี้

ดั๊ก ไลแมนผู้กำกับหนังแอ็คชั่นสไตล์โดดเด่น

คอหนังแอ็คชั่น-ไซไฟ หลายคนจะต้องคุ้นเคยชื่อของผู้กำกับดั๊ก ไลแมนที่เคยฝากฝีมือการกำกับไว้ในหนังแอ็คชั่นสายลับอย่าง The Bourne Identity ก่อนจะหันปฏิวัติหนังแอ็กชั่นไซไฟเรื่อง Edge of Tomorrow หรือกระทั่งหนังพักร้อนเรื่องล่าสุดที่ถ่ายทำท่ามกลางสถานการณ์โควิดระบาดอย่าง Locked Down ที่ออกฉายทางสตรีมมิ่งอย่าง HBO Max

โดยประเด็นเรื่อง “เสียงคิด” นั้นได้ดึงดูดให้ตัวของดั๊กอยากจะมาดีไซน์งานสร้างสรรค์ให้สิ่งดังกล่าวปรากฏออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหวที่จะสร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้ชม

เดซี ริดลีย์กับการรับบทในหนังไซไฟอีกครั้ง

หลังจากที่ผู้ชมทั้งโลกได้รู้จักกับเดซีจากหนังมหากาพย์สงครามอวกาศอย่าง Star Wars ครั้งนี้เธอก้าวเข้ามารับบทบาทเป็นหญิงสาวที่บังเอิญเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากเหตุการณ์ยานตกลงมายังที่ดาวนิวเวิลด์การที่เธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่เหยียบดาวดวงนี้ในรอบหลายร้อยปีได้ส่งผลกระทบอันใหญ่หลวง โดยเฉพาะกับท็อดด์ (ทอม ฮอลแลนด์) ซึ่งเธอไม่เคยเห็นผู้หญิงมาก่อนในชีวิต

เป้าประสงค์ที่ทั้งมือเขียนบทอย่างแพทริค เนสส์ และผู้กำกับดั๊ก ไลแมน อยากจะฉีกภาพจำเดิมๆของตัวละครพระนางในหนังไซไฟ ที่พระเอกจะเป็นพวกกล้ามใหญ่แต่สมองทึบ ส่วนนางเอกก็ต้องบอบบางแต่ดันฉลาด และทั้งสองคนต้องร่วมมือกันเพื่อเอาชนะอุปสรรคทั้งหมด เนสส์จึงตั้งคำถามว่าทั้งสองจะเท่าเทียมกันไม่ได้เลยหรือ ทั้งเรื่องความชาญฉลาด กลัวตาย และความอยากรู้อยากเห็นซึ่งทั้งสองเพศนั้นมีเหมือนกัน ตัวไวโอลาเองเป็นสาวแกร่งที่มีมุมอ่อนไหว เฉกเช่นเดียวกันกับทอดด์ ตัวละครทั้งสองตัวจึงมีความเป็นมนุษย์ มีความซับซ้อนในแบบฉบับวัยรุ่นทั่วไปและการผจญภัยในเรื่องได้ทำให้ตัวละครทั้งสองได้ค้นพบตัวเองและเรียนรู้จากข้อผิดพลาดที่พวกเขาต้องเผชิญนั่นเอง

ทอม ฮอลแลนด์กับบทเด็กหนุ่มผู้ไม่เคยเจอผู้หญิง!

หลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้หมายหัวไวโอลา ท็อดด์คือคนที่พาเธอวิ่งหนีเข้าป่า ทั้งสองคนพยายามเอาชีวิตรอดท่วมกลางสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย รับมือกับภัยมืดที่กำลังย่างกรายเข้ามา พร้อมจัดการกับความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อกันและกัน

ตัวละครของทอมนั้นคือบทบาทวัยรุ่นที่กำลังจะก้าวไปเป็นผู้ใหญ่ เขาจึงทำให้ผู้ชมเข้าใจว่าทำไมตัวทอมต้องหนีไปกับไวโอล่า ประกอบกับการที่ทอดด์เองจะพยายามเอาชนะเสียงคิดในหัว อีกทั้งยังต้องรับมือกับคนที่จ้องจะเล่นงานและ ขโมยความลับจากเขา ทอดด์จึงต้องท่องชื่อตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีก “ฉันชื่อท็อดด์ ฮิววิตต์ ฉันชื่อท็อดด์ ฮิววิตต์….” ด้วยวิธีนี้เขาสามารถกั้นเสียงคิดตัวเองได้บางส่วน ซึ่งนายกเทศมนตรีเพรนทิสส์ก็เป็นอีกคนที่มีความสามารถนี้ สองหนุ่มสาวและแนวคิดใหม่ๆจะสามารถรอดพ้นจากขั้วความคิดเดิมๆได้หรือไม่